แม้ไม่มีใครรู้ แต่เรารู้ รู้ว่าเรานั้นทำเพื่อใคร ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ มันจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เราได้ทำ ฟ้าและดินไม่เห็นไม่เป็นไร ไม่ได้หวังให้ใครจดจำ แม้ยากเย็นแค่ไหน ไม่เคยบ่นสักคำ ไม่มีใครจดจำ แต่เราก็ยังภูมิใจ จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี ขอเทิดทูลศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใด แม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี คนดีไม่มีวันตาย

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

5 Tense ที่ต้องแม่น

Present Simple

Subject + กริยาช่อง 1 (เติม S เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ ยกเว้น I กับ You)

การใช้งาน

  1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นความจริงตลอดไป หรือเป็นความจริงตามธรรมชาติ สัจธรรม วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์
  2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นประเพณี นิสัย สุภาษิต ซึ่งไม่ได้บ่งเฉพาะเจาะจงว่าเวลาใด
  3. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะที่พูด เช่น ความชอบ ไม่ชอบ ความสามารถ ความคิดเห็นของคุณและผู้คนที่ยังเป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ อาชีพปัจจุบัน
  4. ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งได้ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะปฏิบัติเช่นนั้น (นิยมใช้กับกริยาที่แสดงการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง) โดยใส่คำวิเศษณ์ที่บอกเวลาเป็นอนาคตด้วยก็ได้
  5. ใช้กับเหตุการณ์ในประโยค subordinate clause ที่ขึ้นต้นด้วย If, When, whenever, unless, until, till , as soon as, while, before, after, as long as ซึ่งบ่งบอกเวลาเป็นอนาคต
  6. ใช้กับเหตุการณ์ในกรณีสรุปเรื่องที่เล่ามา แม้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นแล้วในอดีต เพื่อให้เรื่องมีชีวิตชีวา เหมือนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน นิยมใช้ในการเขียนนิยาย บทละคร
  7. การกระทำของกริยาที่ไม่สามารถแสดงอาการให้เห็นได้ เช่น การนึกคิด การรับรู้ ภาวะจิตใจ ความเป็นเจ้าของ
  8. ใช้กับเหตุการณ์ที่บุคคลหรือสัตว์ทำเป็นประจำ หรือเป็นนิสัยเคยชิน โดยมักจะมีคำที่แสดงความถี่อยู่ด้วย
Present Continuous

Subject + is, am, are + กริยาเติม ing

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในขณะที่พูด เป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่จบ และเป็นเหตุการณ์สั้นๆ ถ้าหากยาวจะใช้ present perfect continuous แทน มักจะมีคำกริยาวิเศษณ์ now , at the present, at this moment, at the present time, these days นำมาใช้เสมอ
  2. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน มักใช้กับกริยาที่แสดงการเคลื่อนที่ เคลื่อนไหว และจะมีคำบอกเวลาเป็นอนาคตมาร่วมด้วยเสมอ
  3. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งขณะที่พูดประโยคนี้ออกไปนั้นไม่จำเป็นต้องกระทำสิ่งนั้นอยู่ก็ได้ แต่ที่แน่ๆในช่วงเวลาอันยาวจะทำสิ่งนั้นอยู่จริงๆ และมักจะมีคำบอกเวลาระยะยาวมากำกับไว้ ได้แก่ this week, this month, this year
  4. ถ้า present continuous 2 ประโยคเชื่อมด้วย and ให้ตัด verb to be ของประโยคที่อยู่หลัง and ออก
Present Prefect

Subject + have,has + กริยาช่องที่ 3

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงเวลาปัจจุบัน โดยมี adverb เหล่านี้ประกอบ since, for, so far , up to now , up to present time
  2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้ทำซ้ำๆหลายครั้งหลายหนในอดีต และเหตุการณ์ที่ว่าอาจทำต่อไปในอนาคต แต่ไม่บอกว่าทำไปเมื่อไร เวลาเท่าไร มักจะมี adverb เหล่านี้ประกอบ many time, several time, over and over
  3. ใช้ในเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต ซึ่งไม่ได้บ่งบอกเวลาเอาไว้ จะมี adverb เหล่านี้กำกับ never, ever, once, twice
  4. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ได้เกิดหรือกระทำไปแล้ว แต่ผลของการกระทำนั้นยังประทับใจผู้พูดอยู่
  5. ใช้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้น จบลงไปใหม่ๆในเวลาไม่นาน โดยมี adverb เหล่านี้ประกอบ already , just, yet, finally, eventually, recently 
Past Simple

Subject + กริยาช่อง 2

  1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ได้เกิดขึ้นและจบลงแล้วก่อนที่จะพูดประโยคนี้ออกมา
  2. ใช้กับการกระทำซึ่งกระทำเป็นประจำในอดีตแต่ปัจจุบันมิได้กระทำการณ์นั้นอีกแล้ว กรณีนี้จะต้อวมี adverb บอกเวลาที่เป็นอดีตมากำกับ adverb บอกความถี่ด้วย
  3. ใช้กับการกระทำในออดีต แสดงลำดับความต่อเนื่องของเหตุการณ์
  4. ใช้กับกริยาในประโยคที่อยู่หลังสำนวนต่อไปนี้ I would rather... , It's time... , It's high time... , It's about time...
Future Simple

Subject + will,shall + กริยาช่อง 1(ไม่ต้องเดิม s)
  • Shall ใช้กับ subject บุรุษที่ 1 ส่วน Will ใช้กับ Subject บุรุษที่ 2,3 ถ้าใช้สลับกันจะสื่อถึงการให้สัญญา
  1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งขฯะที่พูดนี้เหตุการณ์หรือการกระทำนั้นยังไม่ทันเกิดขึ้น และมักจะมีคำวิเศษณ์บอกเวลาที่เป็นอนาคตมาร่วมเสมอ
  2. ประโยคแสดงอนาคตที่มีกริยา 2 ตัวให้ใช้ Future simple กับกริยาเพียงตัวเดียว ส่วนอีกตัวหนึ่งให้ใช้ present simple หรือ present perfect tense
กรณีที่ห้ามใช้ going to แทน will, shall
  1. เหตุการณ์ที่เป็นอนาคตอันแท้จริง จะต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
  2. ประโยคเงื่อนที่เชื่อมด้วย if
  3. กริยาแสดงการรับรู้
ที่มา 
สำราญ คำยิ่ง, Advance English grammar for high learner 

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เทคนิกการควบคุมจิตใจผู้อื่นที่มีการใช้ในสถานการณ์ต่างๆ



credit : กระทู้ พวกหลอกลวงคนให้ไปรักษา เขาทำกันอย่างไร... -=Byหมอแมว=- จากห้องหว้ากอ Pantip.com เขียนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2555


1. เคาะประตูบ้าน
     วิธีนี้คือวิธีที่เราเจอได้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด เพราะมันเป็นจุดแรกที่จะนำพาไปสู่การควบคุมพฤติกรรมของเป้าหมายได้ และหากไม่สามารถจัดการขั้นตอนนี้ได้ ขั้นตอนที่เหลือมักจะไม่ตามมา

หาทางเข้า          การหาทางเข้าเริ่มต้นมีได้หลายรูปแบบ แต่ว่ารูปแบบที่เหมือนกันคือจะต้องทำให้ผู้ที่เป็นเป้าหมายมีความรู้สึกว่าเค้าสามารถปฏิเสธไม่เข้าร่วมเมื่อไหร่ก็ได้และไม่ได้รู้สึกถูกบังคับ ทั้งนี้ขั้นแรกถือเป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะว่าธรรมชาติของมนุษย์คือสัตว์ที่มีความสงสัย และมักจะไม่ลองสิ่งใหม่ๆด้วยความกลัวที่ซ่อนอยู๋ลึกๆ หากมีอะไรมาสะกิดตรงจุดนี้แล้วก็จะไม่กล้าเข้าไปร่วม โดยส่วนใหญ่ของการชักชวนไปรักษาแบบทางเลือกนี้ มักใช้หลักของคนรู้จักกับความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลเป็นหลัก เพราะว่าเรื่องสุขภาพคือสิ่งที่ทุกคนรู้ๆกันอยู่ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ 
  • ใช้คนรู้จัก : การใช้คนรู้จักมาชักชวนคือหลักการสำคัญของการหลอกรักษาทางเลือก เพราะคนรู้จักมาชวนก็หมายความว่ามีหนูทดลองไปก่อนหน้าคนโดนชวนแล้ว เมื่อเห็นว่ามีคนที่รักษาแล้วรอดมาได้ก็จะบังเกิดความรู้สึกว่าไม่น่าจะอันตรายอะไร นอกจากนี้ความรู้จักจะทำให้คนที่โดนชวนเกิดความเกรงใจและยอมรับฟัง
  • รายการในเคเบิ้ลทีวี : รายการในเคเบิ้ลทีวีที่เสนอทางรักษาแบบเกินจริงมักมาในแบบที่พ่วงมากับช่องอื่นๆ ตอนแรกเราอาจจะติดกล่องติดจานด้วยอยากดูรายการช่องอื่นแต่มันมีรายการพวกนี้พ่วงมาด้วย และสุดท้ายก็ต้องมีสักวันที่เราลองเปิดเข้าไปดูว่าเค้าพูดอะไรกัน ... การพ่วงแถมรายการเข้ามาคือเทคนิกเคาะประตูบ้านแบบนึง
  • สร้างความดูดี : เช่น เอานักพูดหรือนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมาร่วมอีเวนท์ เอาคนที่มีประสบการณ์ในการรักษามาพูดในรายการ ถ่ายรูปความสำเร็จมาโฆษณา 
  • ใช้ศีลธรรม : วิธีนี้มักใช้เในที่สาธารณะเช่นเดินเข้ามาขอเงินบริจาคแล้วยกศีลธรรมมานำ เช่นถือรูปเด็กยากไร้ รูปโลงศพ คนเรามักขี้เกรงใจเมื่ออีกฝ่ายพูดประมาณว่ารู้จักองค์กรหน่วยงานของเขาที่ดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม และสิ่งที่เค้าขอเราก็คือ "ขอเวลา"
ขอเวลา          เมื่อหาทางเข้าได้แล้ว สิ่งที่จะทำต่อไปคือ การเข้าไปในชีวิตประจำวันของเป้าหมายครับ โดยจะเริ่มจากการขอเวลาเล็กๆน้อยๆ จากนั้นจะเพิ่มเวลาขึ้นไปทีละนิด อาจจะมีกิจกรรมที่ดึงเราออกมาจากสังคมปกติของเรา ทำเพื่อใส่แนวคิดลงไปในคนที่เป็นเป้าหมาย และที่ทำแบบช้าๆค่อยเป็นค่อยไปก็คือเพื่อให้เป้าหมายไม่รู้สึกว่ามีผลเสียอะไรและหลอกให้รู้สึกว่า "เป็นผู้เลือกและจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้" รูปแบบของการขอเวลา มีหลายแบบ
  • พาไปทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ เช่นการพาไปทำกิจกรรมทางศาสนาที่คนๆนั้นนับถือ (กรณีหมอพระ ก็เข้าวัด ทำพิธีพุทธ กรณีหมอพื้นบ้านก็ไหว้ครู) หรือร่วมกิจกรรมวิชาการ อันนี้แล้วแต่กลุ่มเป้าหมายคือใคร
  • ใช้เทคนิกทางการตลาดหรือทางสื่อ เช่นการมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกชิงโชค การจัดรายการให้ดูน่าสนใจมีการร่วมโทรเข้าไปถามคำถามในรายการได้ 
ปิดประตูตีแมว          เมื่อเป้าหมายทนการชักชวนไม่ได้ไม่ว่าจะเกรงใจหรือเริ่มเชื่อ กลุ่มคนที่รักษาจะให้เข้าสู่ขั้นต่อไปคือการพาไปยังสถานที่ที่แยกเป็นสัดส่วนสำหรับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการพาเข้าวัด การพาเข้าสำนักรักษา หรือการพาไปยังบริษัท และสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นเพื่อกักเป้าหมายไว้เช่นการอ้างถึงพิธีกรรม อ้างบุญ กรรม อ้างพระ อ้างพระเจ้า ,การพาไปในกิจกรรมที่ไปกันหลายคนโดยรถรวม (ถ้าจะกลับต้องรอกลับพร้อมกัน)


2. สร้างความเชื่อมั่นด้วยสิ่งที่ดูดี 
     ขึ้นกับว่าคนที่รักษานั้นใช้วิธีไหน 

ถ้าเป็นกลุ่มที่ใช้ความเชื่อ : ก็จะบอกถึงหลักการและเหตุผล อาจจะพูดถึงเรื่องบุญกรรม อาจจะพูดถึงเรื่องอิทธิปาฎิหารย์ บางครั้งอาจจะสร้างสถานการณ์เช่นเอาคนที่อ้างว่ารักษาหายมาพูดมาคุย หรือไม่ก็รักษาให้เห็นตรงนั้นเลย

ถ้าเป็นกลุ่มที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ : กลุ่มวิทยาศาสตร์เทียมจะอ้างหลักการ อ้างงานวิจัย และอธิบายเหตุผลด้วยศัพท์ที่ทำให้ดูมีเหตุผล และเหมือนกับกลุ่มที่ใช้ความเชื่อคือการหาคนที่น่าเชื่อถือหรือคนที่รักษาหายมาพูด คำพูดที่ใช้มักจะใช้คำว่า ธรรมชาติ องค์รวม ผสมผสาน แต่โบราณ เข้ามาเสริมความน่าเชื่อถือ มีการดิสเครดิตการรักษาแผนปัจจุบันในระดับหนึ่งเช่นกล่าวหาว่าวิธีการรักษานี้ได้ผลดีแต่ที่ไม่มีคนรู้เพราะบริษัทยาจะเสียประโยชน์เลยโดนปิดบัง , เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ต่างชาติ ต้องการทำลายหาประโยชน์เลยปิดบัง

3. ใช้มวลชน
     ในปี1951มีงานวิจัยที่มีชื่อเสียงของ Solomon Asch เกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยามวลชน โดยเขาได้บอกอาสาสมัครว่างานวิจัยนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับรู้ ... เมื่ออาสาสมัครเดินทางมาถึงห้องทดลอง ก็จะได้เจอกับคนที่จะต้องทดลองร่วมกันเป็น7คน สิ่งที่อาสาสมัครไม่รู้คือ คน6คนที่มาร่วมทำการทดลอง จริงๆคือหน้าม้าทั้งหมด จากนั้นAschก็จัดให้คนที่ถูกทดลอง ไปอยู่ที่เก้าอี้ตัวที่ 6 จากนั้นก็เอาภาพ2ภาพมาตั้งไว้(รูป) แล้วถามว่าเส้นใดในภาพที่สอง ที่ยาวเท่ากับเส้นในภาพแรก
      คำตอบนั้นดูง่ายมาก เพราะเมื่อมองแล้วเส้นที่สองตรงกลางดูเท่ากับเส้นในภาพแรกแบบชัดเจน
เมื่อหน้าม้าคนแรกตอบผิด คุณอาจจะคิดว่าเค้าน่ะผิด
เมื่อหน้าม้าคนที่สองตอบผิด คุณชักเริ่มแปลกใจว่าทำไมคนตอบผิดเหมือนกัน
แต่เมื่อหน้าม้าคนที่3-4-5ตอบเหมือนสองคนแรก และตอนนี้คุณต้องตอบแล้วล่ะ ... คุณจะตอบตามคำตอบที่คุณเชื่อ หรือตอบตามที่คนอื่นตอบ ผลการทดลองที่ออกมาน่าแปลกใจอยู่ทีเดียวเมื่อพบว่าคนส่วนใหญ่จะมีคำตอบที่ประนีประนอมกับคนรอบข้างแม้ว่าเราจะเชื่อว่าคำตอบที่เราตอบนั้นผิด 
       หลักการที่เกิดขึ้นในวิธีหว่านล้อมในการรักษาทางเลือกเหล่านี้ ก็คือ การใช้คนจำนวนมากเข้ามา 
อาจจะเป็นหน้าม้า หรืออาจจะเป็นคนที่มาร่วมกิจกรรมคนอื่นๆ แต่ให้มาทำกิจกรรมตามที่จัดไว้ โดยเมื่อทุกคนทำกิจกรรม ก็จะสังเกตกันและกัน พอเห็นว่าคนข้างๆทำเราก็ทำตาม ทุกคนต่างทำตามสิ่งที่ถูกสั่งมาโดยมองว่าคนอื่นเค้าก็ทำ ซึ่งแม้ว่าช่วงแรกจะสงสัย แต่ว่าเราเห็นคนอื่นทำเราก็จะไม่ค่อยสงสัยอะไรมากและค่อยๆร่วมกันถลำลึกเข้าไปเรื่อยๆ ลักษณะกิจกรรมที่ใช้เพื่อหลอกให้ถลำลึกเข้าไปนี้ก็จะเป็นกิจกรรมที่มักให้"ทำตามคำสั่ง" โดยพยายามไม่ให้เกิดการซักถามสิ่งต่างๆนอกเหนือไปจากที่กิจกรรมกำหนด เพื่อทำการ"Isolate"หรือแบ่งแยกเป้าหมาย ให้โดดเดี่ยว รู้สึกช่วยเหลือตนเองได้ไม่มาก หากมีใครก็ตามทำท่าจะสงสัยหรือต่อต้าน ก็จะมีการ"ลงโทษ" เช่น ตำหนิต่อหน้าคนอื่นๆ โทษว่าคนที่ไม่ทำตามเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มไม่ก้าวหน้า ตำหนิว่าการสงสัยเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่หายจากโรค หรือในกรณีที่ใช้ศาสนาเข้ามา ก็จะตำหนิว่ากำลังลบหลู่ดูหมิ่นในศาสนา โดยบางครั้งอาจจะมีหน้าม้าหรือคนที่โดนหลอกคนอื่นๆร่วมกดดันหลายๆคน ในทางกลับกัน คนที่ทำตามจะได้รับคำชมเชยหรือการยอมรับจากกลุ่มว่ามาถูกทางแล้ว

4. ก่อนจะได้ผลต้องเจ็บปวดเสียก่อน

      การหลอกลวงรักษาทางเลือกแบบหลอกลวงนี้ จะขาดเทคนิกนี้ไปเสียไม่ได้ เพราะตรงส่วนนี้คือเทคนิกที่ใช้หากิน คนที่ป่วยแล้วโดนหลอกให้มารักษาจะมีทั้งโรคที่หายเองได้และโรคที่ไม่หายเองถ้าไม่ได้รักษา คนที่หลงเข้ามาตามขั้นที่ 1 - 2 - 3 บางคนหายหลังจากการรักษารอบแรกเพราะโรคมันหายของมันเอง ... กลุ่มนี้จะกลายไปเป็นคนที่ชักชวนคนอื่นให้เข้ามาเพิ่มเติม ทีนี้ย่อมมีบางคนที่ป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางหาย เมื่อเข้ามาในขั้นที่ 1 - 2 - 3 แล้ว เค้าก็ไม่หาย ผู้รักษาก็จะบอกว่าคุณต้องกลับเข้าสู่กระบวนการรักษาใหม่นะ ก็จะกลายเป็นวงจร 1-2-3-2-3-2-3 .... ไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็ล้างสมองไป ทำพิธีไป รักษาไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่หาย ถ้าหากโดนตั้งคำถามว่าทำไมจึงไม่หายเสียที ถ้าหากเป็นการรักษาด้วยความเชื่อ : ก็ดุว่าทำไมไม่มีความเชื่อ ไม่ศรัทธา ลบหลู่  ถ้าหากเป็นการรักษาด้วยวิทยาศาสตร์เทียม : ก็บอกว่ามันคือเรื่องปกติ ก่อนจะหายอาการจะหนักขึ้น เป็นเพราะการรักษากำลังไปสู้กับโรค เช่นเดียวกัน คนที่ตั้งคำถามว่าทำไมไม่หายจะโดน"ลงโทษ"ด้วยวิธีการทางมวลชน ไม่ว่าจะเป็นการตำหนิต่อหน้าหรือใช้คนหลายๆคนมาว่า 
     ลักษณะจะเหมือนกับการเล่นพนัน คือ เราลงทุนไปกับสิ่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเกิดความรู้สึกว่าเรามาไกลแล้ว ประกอบกันกับมีคนหลายคนที่อยู่รอบๆยืนยันว่าเรามาถูกทางแล้ว และให้ความมั่นใจว่าคนอื่นๆที่ผ่านมาเค้าก็เป็นกันแบบนี้
     ในปี1997 กลุ่ม Heaven's gate ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่มีฐานะ คนที่มีความรู้การศึกษาสูงหลายๆคน ถลำเข้าไปในวงจรนี้ ถลำไปจนกระทั่งพวกเขาเหล่านั้นขายบ้าน ขายสินทรัพย์ ลาออกจากงาน เพื่อการเตรียมตัวตายให้วิญญาณไปพร้อมกับยานอวกาศที่พวกเขาเชื่อว่าบินตามหลังดาวหางฌอลบ็อบมา
เมื่อคนกลุ่มนี้ไปซื้อกล้องดูดาวเพื่อหวังจะหายานอวกาศขนาดใหญ่ที่บินตามหลังดาวหาง แต่เมื่อส่องดูแล้วไม่เจออะไรนอกจากความว่างเปล่า สิ่งที่ตามมาก็คือพวกเขาเชื่อว่ายานอวกาศมีอยู่จริง แต่กล้องดูดาวต่างหากที่มีปัญหา ...  เพราะพวกเขาเดิมพันทุกอย่างที่มีในชีวิตลงไปหมดแล้ว เช่นเดียวกันกับคนที่หลงไปรักษากับหมอทางเลือกจอมปลอมเหล่านี้  เมื่อรักษาไป อาการก็ทรุดลงเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนไข้และครอบครัวมองว่าเขาลงทุนมาไกลแล้ว หนำซ้ำยังมีคนรับรองว่านี่คืออาการปกติ แม้ในใจจะไม่เห็นด้วย แต่อีกใจนึงก็จะบอกว่า "เอาน่ะ เอาอีกนิดนึง ไหนๆก็ไหนๆแล้ว"
      

อะไรล่ะจะทำให้เรารอดพ้นได้ เพราะการศึกษาไม่ช่วยอะไรอยู่แล้ว 

        ในปี 2543 ที่ร้านอาหารแม็คโดนัลที่ตั้งอยู่ในเมืองเคนตั๊กกี้ มีโทรศัพท์จากตำรวจโทรเข้ามาที่ร้านเพื่อให้เจ้าของร้านช่วยเหลือตำรวจในการจับกุมลูกจ้างคนหนึ่งของร้าน ซึ่งต่อมากรณีนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาอันโด่งดังที่มีพูดถึงในหนังสือจิตวิทยาสังคมจำนวนมาก
      เหตุเกิดขึ้นในบ่ายของเดือนเมษายน ตำรวจโทรศัพท์มาหาดอนน่า ซัมเมอร์ วัย51ปี แจ้งว่าลูกจ้างคนนึงในร้านได้ขโมยของของร้านไป โดยตำรวจบอกว่าเขาได้รับแจ้งจากหัวหน้าของดอนน่าอีกที(บอกชื่อได้ถูกต้อง)และยังอ้างไปถึงบริษัทแม็คโดนัลว่าเป็นคนแจ้งมา ...จากนั้นตำรวจก็แจ้งรูปพรรณคนร้ายคร่าวๆซึ่งดอนน่าบอกว่ามีพนักงานคนนึงที่รูปพรรณตรงกันคือแมรี่ จากนั้นตำรวจบอกให้ซูซานไปพาแมรี่มาค้นตัว มิฉะนั้นจะพาตำรวจไปจับแล้วตำรวจจะค้นตัวเอง ทีแรก ซูซานก็ปฏิเสธ แต่หลังจากชักจูงอยู่พักนึงให้เห็นว่าการไปค้นตัวที่สถานีตำรวจที่มีแต่ผู้ชายจะไม่เป็นผลดีต่อแมรี่ที่เป็นผู้หญิงและประวัติจะเสีย ดอนน่าก็ยอมไปพาแมรี่มา  หลังจากดอนน่าจับแมรี่ถอดเสื้อผ้าตามคำสั่งของตำรวจจนร่างเปลือยเปล่า จากนั้นก็ทำตามสิ่งที่ตำรวจสั่งไม่ว่าจะให้ยืนแก้ผ้า เอาเสื้อผ้าไปไว้นอกห้อง แล้วล็อคห้อง ... ส่วนแมรี่ที่โดนขุ่ก็กลัวว่าจะโดนจับก็ยอมแต่โดนดี สักพักดอนน่าต้องไปดูแลร้านต่อ ตำรวจก็สั่งให้เธอหาคนมาแทนซึ่งเธอก็โทรไปเรียกวอลเตอร์ นิก คู่หมั้นของเธอให้มาทำหน้าที่ต่อ ... เมื่อวอลเตอร์มาก็ได้รับฟังเรื่องจากแมรี่ ดอนน่า และตำรวจในโทรศัพท์แล้วรับหน้าที่ต่อ หน้าที่ที่ตำรวจให้ทำต่อจากนั้นเข้าข่ายล่วงละเมิดทางเพศที่รุนแรงขึ้นซึ่งทั้งวอลเตอร์และแมรี่ก็ทำตามแม้จะไม่เต็มใจ ในขณะที่ดอนน่าก็เข้ามาดูเป็นระยะๆ ... เหตุการณ์ผ่านไป 4 ชม.จนกระทั่งวอลเตอร์รู้สึกรับไม่ได้ ตำรวจในสายเลยให้วอลเตอร์เลยไปเรียกคนอื่นมา โทมัส ซิมส์ ช่างซ่อมบำรุงวัย 58 ปีเข้ามาแทน ทันทีที่โทมัสเข้ามาในห้องเค้าก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้ผิดปกติ จึงไม่ยอมทำตามสิ่งที่ตำรวจคนนั้นสั่ง และเรียกดอนน่าเข้ามาบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันผิดปกติ ...ตอนนั้นเองดอนน่าเลยลองโทรไปหาหัวหน้า(ซึ่งตำรวจอ้างว่าอยู่ในสายตลอดช่วงเวลา)และได้รู้ความจริงว่าที่จริงหัวหน้าของเธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ส่วนตำรวจปลายสายก็วางสายไป ...ตอนนั้นเองทุกคนเลยรู้ว่านั่นไม่ใช่ตำรวจ ...แล้วจึงโทรแจ้งตำรวจตัวจริงมา
       คดีนี้เป็นคดีที่เกิดขึ้น70ครั้งใน32รัฐ ... สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ยอมทำตามคือการอ้างตนว่าเป็นตำรวจ ซึ่งถือเป็นอำนาจรัฐที่เหนือกว่า (ในแง่หมอทางเลือกลวงโลก ก็อาจจะอ้างศาสนา พระ พระเจ้า)
สิ่งที่ยุติเหตุการณ์ในกรณีนี้ คือ การที่โทมัส ซิมส์เข้ามา ... สิ่งที่โทมัสต่างจากดอนน่า วอลเตอร์ และแมรี่ก็คือ เขามาเห็นเหตุการณ์ตอนที่ดำเนินไปไกลแล้วและไม่ได้ร่วมกันทำเรื่องนี้มาแต่แรก ดังนั้นจึงไม่ได้ตกอยู่ใต้การควบคุมของคนโรคจิตที่อีกฟากของโทรศัพท์ เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นอีกหลายครั้งในหลายรัฐ ก็จบลงคล้ายๆกัน คือ คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น เมื่อเข้ามาพบก็รู้ว่าผิดปกติก่อนที่คนที่แก้ผ้าหรือจับคนอื่นแก้ผ้าจะรู้ตัว

หลักการนี้ก็ไม่แตกต่างกัน
        เมื่อเกิดการหลงเข้าไปรักษากับหมอทางเลือกที่หลอกลวง ทางที่จะทราบได้ว่าเกิดการหลอกลวงขึ้นหรือไม่ทำได้ยาก ต้องอาศัยคนที่ใกล้ชิดกับครอบครัวดังกล่าวเข้ามาเห็นเหตุการณ์ทีหลัง ...และแค่เห็นไม่พอ ต้องสามารถชักจูงได้รุนแรงพอที่จะดึงคนป่วยและครอบครัวที่กำลังโดนหลอก ให้หลุดจากวงจรที่คิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้วให้ได้ก่อนจะสายเกินไป

เราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตกในสถานการณ์แบบนี้ 
1. อย่าเปิดประตูให้พวกนี้เข้ามาง่ายๆ 
     ระวังการเข้ามาในรูปแบบต่างๆ และตั้งข้อสงสัยกับข้อมูลเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือทีวี สื่อต่างๆ ... ถ้าใครบอกว่ามีคนหายด้วยการรักษานั้นๆ ต้องสอบถามจนให้ได้ตัวตนคนที่หายจริงๆ และต้องรู้ถึงรายละเอียดว่าเค้าเป็นโรคจริง รักษาที่ไหนมาก่อนไม่หาย รักษาแล้วหายจากการรักษาจริงหรือไม่ หรือบังเอิญหายกันแน่ อย่าเชื่อหรือยอมเกรงใจเด็ดขาด การติดเคเบิ้ลทีวีในบ้านที่มีผู้สูงอายุ ต้องระมัดระวังว่ามีช่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการล้างสมองขายของพวกนี้หรือไม่

2. สิ่งที่ดูดี ดูดีจริงหรือไม่
       การรักษาด้วยอิทธิปาฎิหารย์ ศรัทธาความเชื่อ โดยพระครูที่มีชื่อในท้องถิ่น หรือคนที่รักษาผ่านทางช่องทางของศาสนา ... ต่างๆเหล่านี้จะต้องถูกสอบทานด้วยผู้ใหญ่ทางสังคมในศาสนาเดียวกันได้  ก่อนจะเข้าไปรับการรักษากับคนเหล่านี้ ควรปรึกษาผู้นำทางศาสนาหรือชุมชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่รักษาว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นที่ยอมรับหรือไม่ การรักษาด้วยทางเลือกที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ ควรเช็คว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียมหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาทางอินเตอร์เนท หรือสอบถามผู้รู้ ... ลักษณะของวิทยาศาสตร์เทียม มักจะฟังเข้าใจง่ายดูมีเหตุผล แต่ไม่สามารถหาการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจนหรือตอบโต้ฝั่งวิทยาศาสตร์ด้วยการดิสเครดิตอย่างเดียว

3. มวลชน
       ถ้ามีการใช้อารมณ์ การใช้มวลชนกดดัน การทำให้อาย การต่อว่ากล่าวโทษในเรื่องที่เล็กน้อย ต้องระมัดระวังว่ามีสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้น  นอกจากนี้การออกจากวงจรการรักษาแล้วกลับเข้าไปใหม่อีกครั้งจะช่วยให้เรามองเห็นภาพต่างๆได้ชัดเจนขึ้น

4.ก่อนจะได้ผลต้องเจ็บปวดเสียก่อน
       พึงระลึกว่านอกจากนิยายกำลังภายในและการ์ตูน การรักษาทางแพทย์ทางเลือกที่ทำให้แย่ลงก่อนแล้วดีทีหลังมีไม่มาก หากแพทย์ทางเลือกนั้นๆระบุแบบนั้น สมควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ทางเลือกท่านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันหรือปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Idiom

cleaning up          =           เก็บกวาด, โกยเงินเข้ากระเป๋า
drown your sorrow          =          ลืมความเศร้าซะ
knocking your door down          =          ลูกค้ารุมซื้อของแน่นร้าน        
win/win situation          =          มีแต่ได้กับได้

คำที่คนไทยมักออกเสียงผิด

aisle   =   ai - le   =   ช่องทางเดิน
Island   =    i - land   =   เกาะ
Salmon   =   sa - mon     =     ปลาแซลมอน  
Spinach   =   Spin - ich   =   ผักขม

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"เฟิสท์ เอกพงศ์" / ซันนี่ พระรอง รอยมาร ขโมยซีนจนได้เป็น "ศาสตร์" พระเอกตาหวาน ณ "ดวงตาในดวงใจ"


credit : กระทู้ EXCLUSIVE : สัมภาษณ์ "เฟิสท์ เอกพงศ์" / ซันนี่ พระรอง รอยมาร ขโมยซีนจนได้เป็น "ศาสตร์" พระเอกตาหวาน ณ "ดวงตาในดวงใจ" โดยคุณ Pladown เขียนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 จากห้องเฉลิมไทย Pantip.Com

- เฟิสท์ครับ ชวนสาวให้ใช้นามสกุลในละคร แล้วในชีวิตจริงเคยชวนใครหรือยังครับผม

     เอ้อ ยังเลยครับ ตอนนี้เฟิสท์ยังโสดสนิท ยังไม่มีแฟน ไม่มีใครคุยด้วยเป็นพิเศษ มีแต่เพื่อนๆครับแต่ไม่ถึงขนาดกับเป็นคนรู้ใจอะไร ยังโสดชัวร์ครับ ที่จริงเฟิสท์ก็อยากมีแฟนเหมือนกันนะ แต่ว่ายังไม่เจอคนที่ใช่ ก็เลย "รักไม่ยุ่งมุ่งแต่งาน" ก่อนครับ

- ถ้าเฟิสท์ชวน สาวๆ ในพันทิปคงแย่งกันใช้นามสกุลของเฟิสท์ตรึมเลย

     (เขิน) จริงเหรอครับพี่ ขอบคุณสาวๆ พันทิปมากๆเลย ที่แบ่งใจมาให้ผม ทั้งๆที่เรื่องนี้มีบอย มีนนท์ (ชานนท์-หัสดินทร์) มีแบงค์ (ชันษา ณ พุ่มไม้) ซึ่งหล่อๆ และแสดงเก่งๆ กันทั้งนั้น เชื่อไหมครับว่า ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่าผมจะได้รับการตอบรับจากคนดูมากถึงขนาดนี้ ตอนนี้ไปไหนก็มีแต่คนเรียก ซันนี่ๆๆๆๆ ตลอด เล่นเอาผมปลื้มเลยละครับ

- ที่จริงก็มีกระแสตอบรับที่ดีมากๆ จากตอนที่เป็น "คุณณู" ในพิมมาลาแล้ว

      อันนั้นก็มีในระดับหนึ่งครับ แต่ซันนี่มาแรงกว่าเยอะเลย ผมดีใจมากเลยครับที่ทุกคนพากันเรียกผมว่าซันนี่ คิดดูว่าบางคนไม่เรียกเฟิสท์เลย แต่จะเรียกซันนี่ๆตลอด (หัวเราะ) และผมจะดีใจมากกว่านี้ ถ้ามีคนเรียกผมว่า "คุณศาสตร์" และชอบละครดวงตาในดวงใจที่ผมมีโอกาสได้ประเดิมเล่นเป็นพระเอกเต็มตัวเป็นเรื่องแรกอีกครับ ผมขออนุญาตฝากละครเรื่องนี้ให้ติดตามดูกันด้วยนะครับ รับรองว่าสนุกแน่ๆ ครับ

- พี่เขียนชื่อของ "เฟิสท์" อย่างนี้ถูกแล้วใช่ไหมครับ

     ถูกแล้วครับ คือเฟิสท์สะกดชื่อของ "เฟิสท์" แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก บางคนอาจเขียนเป็น เฟิร์ท เป็น เฟิร์ต เป็น เฟิร์ส เติม ร.เรือ มาให้ก็ไม่เป็นไร แต่ที่เฟิสท์เขียนคือ สระเอ ฟ.ฟัน สระอิ ส.เสือ ท.ทหาร การันต์ ไม่มี ร.เรือ แทรกครับ ส่วนชื่อจริง เอกพงศ์ - พงศ์ ลงท้ายด้วย ศ นะครับ บางคนสะกดเป็น ษ  ที่ถูกต้องต้องเขียนว่า "เฟิสท์-เอกพงศ์ จงเกษกรณ์" ครับ

- เฟิสท์ครับ กินอะไรมาถึงได้ยาว เอ๊ย สูงยาวเข่าดี เกือบ 190 ซม.แบบนี้

     มีคนถามผมเยอะเลยว่าไปกินอะไรมา (หัวเราะ)  ผมกินนมมาตั้งแต่เด็กครับ กินนมแทนน้ำเลยก็ว่าได้และตอนนี้ก็ยังกินอยู่  ที่น่าแปลกคือที่บ้านผม คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่สูงนะ มีผมคนเดียวที่สูงผ่าเหล่า น้องเฟม-น้องสาวก็สูง 173 กำลังดี ของผมนี่ผมว่ามันสูงเกินไป ผมไม่ได้อยากสูงมากขนาดนี้ ตอนแรกผมไม่มั่นใจในความสูงของตัวเองเลย เพราะไปไหนจะมีหัวผมโผล่โด่เด่ โดดเด่นเป็นสง่า เป็นจุดดึงดูดสายตาคนให้หันมาดูตลอด (หัวเราะ)  อีกอย่างความสูงทำให้ผมใส่เสื้อผ้าบางยี่ห้อไม่ได้ด้วย เพราะใส่แล้วกางเกงมันลอยเหมือนกับหนีน้ำ แถมเสื้อก็ยังเต่อเหมือนใส่เสื้อเอวลอย (หัวเราะ) แต่ก็โชคดีที่ยังใส่บางยี่ห้อได้ ไม่ถึงกับต้องไปวัดตัวตัด ส่วนใหญ่ผมจะใส่ไซส์แอลหรือไม่ก็ใส่ไซส์ฝรั่ง ถึงจะไม่มีปัญหาครับ

- ความสูงเป็นอุปสรรคหรือเปล่าครับ

     ตอนแรก เวลาเล่นละครผมไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าแสดงออก ลึกๆ ผมว่าความสูงคงมีส่วน แต่ตอนหลังพอผมปรับตัวได้ และพยายามเอาความสูงมาเป็นปมเด่น และพยายามไปฟิตหุ่นให้ดูไม่เก้งก้างเป็นเสาไฟฟ้า ไม่ผอมกล้องแกล้งจนเกินไป ความสูงก็ไม่เป็นปัญหาและไม่เป็นอุปสรรคกับผมอีกต่อไปครับ

- แต่พี่ว่าความสูงของเฟิสท์มีปัญหากับฉากใส่ "ผ้าขาวม้า" กระโดดน้ำคลองนะ

     (หัวเราะ) มีมากเลยละครับ เพราะว่านอกจากผมจะสูงมากแล้ว ผ้าขาวม้าผืนนั้นมันยังทั้งเล็กและสั้นอีก พอผมเอามานุ่งมันก็ทั้งตึงทั้งรั้ง แล้วผมก็กลัวว่ามันจะหลุดจน "ซันนี่น้อย" โผล่มาก็เลยต้องเอาเข็มกลัดมากลัดไว้

- นุ่งอะไรไว้ในผ้าขาวม้าหรือเปล่าเอ่ย

     นุ่งครับ ไม่นุ่งไม่ได้หรอก ต้องเซฟไว้ก่อน เดี๋ยวกระโดดลงไปเจอตอ หรือปลาตอดละก็ยุ่งเลย (หัวเราะ)

- ท่ากระโดดน้ำได้ใจมาก

     ท่านี้ผมดีไซน์เองเลยนะครับ คือผมเป็นเด็กบ้านนอก ตอนอยู่ที่อุทัยก็เคยโดดน้ำคลองเล่นมาก่อน แล้วเด็กบ้านนอกส่วนใหญ่ก็จะกระโดดท่านี้กันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครพุ่งหลาวแบบกระโดดในสระว่ายน้ำกันหรอก ถ่ายฉากนี้ผมมีความสุขมากเหมือนกับว่าได้กลับไปเป็นเด็กซนๆ อีกครั้งเลยครับ



- พี่เห็นตัวอย่างใน "ตะวันยอดรัก" ละครเรื่องใหม่ล่าสุดอีกเรื่องที่เฟิสท์เล่นคู่กับแจ๊คกี้ (นางร้ายเรื่องเงาพราย) ก็มีฉากนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวด้วย

     โอ๊ย พี่ครับ ผมไม่รู้เป็นไร ดวงสมพงษ์กับการต้องถอดเสื้อ นุ่งแต่ผ้าขาวม้า ผ้าเช็ดตัวเข้าฉากตลอด ขนาดเรื่อง "ดวงตาในดวงใจ" ผมยังมีฉากว่ายน้ำในสระว่ายน้ำเลย ผมถามพี่ต่อ วัชระ (ผู้จัด) ว่าจะดีเหรอพี่ ผมไม่อยากถอดเสื้อเลย ผมว่ามันไม่เหมาะ แต่พี่ต่อบอก เอาเหอะ มันไม่ใช่จู่ๆ ก็มาถอดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มันมีที่มาที่ไป จะว่ายน้ำทั้งที่ใส่เสื้อได้ยังไงเล่า ผมเลยจำยอม เอ้า ถอดก็ถอด (หัวเราะ) ใจจริงแล้วผมอายหุ่นผมมากเลยนะ คือผมก็ไม่ได้หุ่นดีพอจะอวดสาวๆ ได้เลย ผมคิดว่าผมผอมเกินไป แล้วซิกส์แพ็คซิกเพิ่กก็ไม่มี ผมอาย ไม่อยากจะถอดเลย  แต่ที่หนักยิ่งกว่าเรื่องอื่นเลยคือ ฉากที่ต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวใน "ตะวันยอดรัก "นุ่งไม่นุ่งเปล่ายังต้องมาต่อสู้เตะต่อยกับนางเอกอีก  คือในฉากนี้ ผมกำลังอาบน้ำเสร็จ แล้วนางเอกที่ปลอมตัวมาเป็นโจรก็เข้ามาจู่โจมผม เพราะนางเอกอยากจะมาจับผิดว่าคนที่ต่อสู้กับนางเอกวันก่อนใช่ผมซึ่งเป็นตำรวจปลอมตัวมาหรือเปล่า โห กว่าจะผ่านฉากนี้ไปได้ผมแทบแย่เลยครับ ถ่ายกันนานมาก นานเป็น 4-5 ชั่วโมงเลย แล้วคิดดูว่าผมต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวนานขนาดน้าน แล้วยังต้องไปเล่นบทบู๊ยกแข้งยกขาอีก มันจะน่าเกลียดขนาดไหน  เชื่อไหมว่าวันนั้นผมอายคนในกองมาก แค่ต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวว่าแย่แล้ว ยังมีบทที่ถูกนางเอกดึงผ้าเช็ดตัวอีก ไม่คิดเลยว่าจะมีฉากแบบนี้ด้วย ถ้ารู้ ผมจะรีบไปเพิ่มความล่ำให้ตัวเองดูดีมากกว่านี้เพื่อคนดูจะได้ไม่ผิดหวังครับ (หัวเราะ)

- เฟิสท์ครับ "เอ ศุภชัย" บอกว่าไปเจอเฟิสท์ตอนเรียน มช.ที่เชียงใหม่ แต่ทำไมเหมือนว่าเฟิสท์เข้าวงการมาช้าจังเลยละครับ ตอนเรียนน่าจะอายุไม่เกิน 20-22 แต่เฟิสท์มาเข้าวงการก็ 25-26 แล้ว

     (หัวเราะ) ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าพี่เอไปเห็นผมตอนไหน แต่พี่เอเป็นคนไปเห็นเอง และก็เป็นคนโทรมาหาผมเอง พี่เอโทรมาชวนให้ผมลองเข้าวงการดู แต่ด้วยความที่ตอนนั้นผมไม่ได้คิดจะมุ่งมาทางนี้ และก็ไม่ชอบการแสดง คิดว่าตัวเองทำไม่ได้เพราะเป็นคนขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าแสดงออก แถมยังคิดว่าตัวเองไม่หล่อ หุ่นไม่ดีด้วยก็เลยปฎิเสธพี่เอไป  หลังจากนั้น พอผมเรียนจบปริญญาตรี ผมก็อยากลองทำงานเพื่อหาประสบการณ์ก่อน ผมเลยไปทำงานเป็นวิศวกรโรงงานอยู่ที่ปราจีนบุรี แต่ ทีนี้คุณพ่อของผมท่านอยากให้ผมเรียนต่อปริญญาโท ผมก็เลยมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯมาเรียนต่อที่คณะวิศวะ จุฬาฯ   ช่วงที่เรียนโท ตอนที่เริ่มทำวิทยานิพนธ์ทำให้ผมพอจะมีเวลาว่าง ผมเลยคิดว่าไหนๆ ผมก็มากรุงเทพฯแล้ว ผมเลยตัดสินใจโทรหาพี่เอ พี่เอเลยพาผมมาฝากที่ช่อง 3 ครับ

- ตามปกติจะเห็นน้องๆในสังกัดของเอ ถ่ายโฆษณาหรือว่าถ่ายแบบ เดินแบบก่อน แต่ไม่เห็นเฟิสท์ในงานสาขานั้นๆ เลย

     ไม่มีเลยครับ ผมมุ่งมาแสดงละครอย่างเดียวเลย มาถึงก็เข้าเรียนการแสดงกับทางช่อง 3 ก็เรียนรุ่นเดียวกับบอย ปกรณ์ .....ส่วนบ้านพี่เอ ผมก็ไปเข้าคอร์สเรียนบ้าง  ที่จริงผมเนี่ยมารุ่นๆ เดียวกับหมาก กับณเดชน์เลยนะครับ เพียงแต่ผมไม่เคยคิดหวังว่าผมจะโด่งดังอะไร เพราะอย่างที่บอกแต่แรกว่า งานแสดงสำหรับผมแล้ว ผมเป็นศูนย์เลย คือนอกจากจะแสดงไม่เป็นแล้ว ยังขี้อายอย่างแรง ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมาถึงวันนี้ได้เลยครับ  ผมไม่คิดเลยว่าหนุ่มวิดวะดิบๆ บ้านๆ อย่างผมจะมาเล่นละครกับเขาได้เลย นึกแล้วก็ยังไม่เชื่อเลยว่าตัวเองจะทำได้

- เฟิสท์ครับ มีคนบอกว่าเฟิสท์หน้าเหมือนกับ "นิว วงศกร" แต่พี่ว่าไม่เหมือนนะ หล่อคนละแบบกัน

     พี่ว่าไม่เหมือนเหรอครับ แต่พี่เชื่อหรือเปล่าว่า ตอนที่ผมเห็นพี่นิวครั้งแรกทางทีวี ผมตกใจอ้าปากค้างเลยนะครับว่า เฮ้ย ทำไมพี่คนนี้เขาหน้าตาคล้ายผมจังเลย ก็ขนาดตัวผมเองผมยังว่าคล้าย ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนอื่นว่าผมเหมือนพี่นิวครับ และที่ตลกที่สุดคือ มีคนมาทักว่าผมเป็นพี่นิวด้วย  บางคนบอก "โห พี่นิวทำไมตัวจริงสูงชะลูดจัง" (หัวเราะ) บางคนบอก "จุ๋ยไม่ได้มาด้วยเหรอคะ" (หัวเราะ) มีบางคนแต่เป็นส่วนน้อยมาขอลายเซ็นด้วย (หัวเราะ) ตอนที่ผมยังไม่เข้าวงการ ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่พี่นิวครับ เข้าใจผิดแล้วครับ แต่พอผมเริ่มเข้าวงการแล้ว หรือจนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังต้องคอยบอกคนที่มาทักผิดตลอดว่า "ผมไม่ใช่พี่นิวครับ ผมชื่อเฟิสท์ อยู่ช่อง 3"

- มีข่าวว่านิวหยิ่งกับแฟนคลับ หวังว่าแฟนคลับคนนั้นคงไม่ได้มาเจอเฟิสท์แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นนิวนะครับ

    ไม่ๆ ไม่มีทางครับ ผมไม่เคยสวมรอยเป็นพี่นิวเลย และทุกครั้งผมจะบอกดีๆ นะว่าผมไม่ใช่พี่นิว ผมไม่เคยเดินหนีใครเลย อย่างมากก็อาจจะอายหน้าแดง ไม่กล้าพูด อย่างนี้ก็อาจจะมี แต่ถ้าทำท่าหยิ่งใส่อย่างนี้ รับรองว่าไม่มีเด็ดขาดครับ

- การที่เราหน้าเหมือนนิว เฟิสท์คิดว่ามีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรบ้าง

     ผมว่าพอเอาเข้าจริงๆ คนจะแยกได้นะครับว่าเรา 2 คนไม่เหมือนกัน อาจจะมีบางมุมที่คล้ายกันบ้าง แต่จะไม่เหมือนกันทั้งหมดเสียทีเดียว อีกอย่างผมสูงโย่งซะขนาดนี้ คนก็เลยจำเอกลักษณ์ของผมได้ว่ายังไงก็ไม่เหมือนพี่นิวครับ  ส่วนข้อดีนั้น ผมว่าตัวผมไม่หล่อ แต่พี่นิวหล่อ ถ้าผมคล้ายพี่นิวจริง ก็แสดงว่าผมก็พอจะหล่ออยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) ส่วนข้อเสียก็คือ อาจมีคนมาทักผิดทักถูกบ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียที่ใหญ่โตอะไรครับ

- หลังจากเล่นเป็น "อัศวิน" จากหวานใจกับนายจอมหยิ่ง เฟิสท์หายไปเลย และเพิ่งจะมาเล่นพิมมาลา+รอยมาร+ดวงตาในดวงใจในปีนี้ ปีเดียว 3 เรื่องรวดส่งท้ายปีเลย

     มันเป็นจังหวะและโอกาสด้วยละครับ ช่วงนั้นผมก็ไปเรียนปริญญาโทให้จบ แล้วก็อย่างที่ "พี่ปิ่น" ให้สัมภาษณ์แหละครับว่า ตอนนั้นผมยังไม่มีความมั่นใจเลยแสดงออกมาแข็งโป๊ก พี่ปิ่นบอกว่าที่เลือกผมมาเพราะว่าอยากให้โอกาสผม เพราะไหนๆ ผมก็พอจะเป็นที่รู้จักจากเรื่องแรกแล้ว ไม่อยากจะให้หายไปเฉยๆ อย่างน่าเสียดาย  พี่ปิ่นก็เลยช่วยเสนอทางช่องให้ผมมาเล่นเป็นคุณณู เป็นซันนี่ และก็ในที่สุดก็ให้โอกาสผมได้เล่นเป็นพระเอกเต็มตัวคู่กับแจ๊คกี้ในเรื่อง "ตะวันยอดรัก" ด้วย ซึ่งผมก็ขอถือโอกาสนี้กราบขอบคุณพี่ปิ่นและทีมงานทีวีซีนที่กรุณาผม ถ้าไม่มีพี่ปิ่น ผมคงมาไม่ถึงจุดนี้อย่างแน่นอนครับ  และผมก็ฝากกราบขอบคุณไปยัง "พี่ต่อ วัชระ" ควิซแอนด์เควซด้วยที่เห็นแววในตัวผมและกรุณาผลักดันให้ผมได้เป็นพระเอกเรื่องแรกคู่กับ "หยาด" จากละคร "ดวงตาในดวงใจ" ด้วยนะครับผม

- เคยคิดเสียดายโอกาสมั้ยที่เราเข้าวงการช้าแล้วยังสตาร์ทช้าอีก
     ไม่เลยครับ เพราะว่าผมก็เอาเวลาช่วงนั้นไปเรียนให้จบเพื่อความสุขความสบายใจของพ่อแม่ ให้พ่อแม่ท่านได้หมดห่วงในเรื่องการเรียนของผมก่อน และที่สำคัญผมก็ได้ไปฝึกพัฒนาตัวเองมาเพิ่มเติมด้วย ถ้าเล่นต่อเนื่องกันตอนนั้นเลย ผมอาจจะยังเล่นแข็งโป๊กอยู่เหมือนเดิมก็ได้ (หัวเราะ)

- เฟิสท์ครับ พี่ว่าเฟิสท์เล่นบทผู้ชายเจ้าชู้ใน "ดวงตาในดวงใจ" ได้สมจริงมากเลย มิน่าล่ะถึงได้มีข่าวว่าแจกขนมจีบ "มาร์กี้" กับ "แต้ว ณฐพร"

     ไม่มีอะไรเลยครับ เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น มาร์กี้นี่เจอมาตั้งแต่เล่นหวานใจกับนายจอมหยิ่งแล้ว ส่วนแต้วก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต้วกับผมสนิทกันเพราะว่ามีพี่ที่ดูแลคนเดียวกัน คือพี่ทราย ทั้งผมทั้งแต้วทั้งมาร์กี้ เราสนิทกัน พอสนิทกันเวลาร่วมงานกันมันจะไม่เขิน ดูอย่างบทซันนี่กับบู้บี้ ผมว่าถ้าไม่ได้มาร์กี้มาเล่นเป็นบู้บี้ ซันนี่ก็อาจจะไม่ออกมาถูกใจคนดูอย่างนี้ก็ได้ครับ งานนี้ต้องยกเครดิตให้มาร์กี้ด้วยที่เล่นออกมาได้น่ารัก ได้ใจคนดูจนทำให้คนดูพลอยชอบผมไปด้วยครับ"

- รอยมาร กับ ดวงตาในดวงใจ อันไหนทำให้เฟิสท์ "หลุด" มากกว่ากันครับ

     ดวงตาในดวงใจครับ คือบทของผมเป็นประธานบริหารบริษัท แต่ว่าบางทีผมคิดว่าตัวเองยังเล่นให้ดูมีพลัง มีมาดของเจ้านายที่ดูน่าเชื่อถือไม่ค่อยได้ แล้วที่สำคัญคือคนที่เข้าฉากกับผมแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นหยาด ไม่ว่าจะเป็นพี่เอ๋ เชิญยิ้ม ฯลฯ เขาจะได้แต่บทแบบคอมเมดี้กัน แต่ตัวผมเองต้องมาจิกตัวเองให้มีมาดขรึมเหมาะกับการเป็นท่านประธาน แล้วบางทีพี่ๆ เขาเล่นนอกบท หรือเล่นกันขำมาก ฮาสุดๆ ในขณะที่ฉากนั้นผมกำลังดุ วีน หงุดหงิดใส่พวกเขาอยู่ ทีนี้พอเขาตลกมา ทำเอาผมหัวเราะก๊าก หลุดทันทีเลยครับ กว่าจะทำอารมณ์ให้กลับมาดุใหม่ได้ ก็ยากพอสมควรเหมือนกัน  ส่วนรอยมารนั้น ผมไม่หลุดเท่าดวงตาในดวงใจ แต่ก็มีหลุดบ้าง และคนที่ชอบแกล้งให้ผมหลุดบ่อยๆ ก็คือบอย โบว์ (วิมาดา) แล้วก็มาร์กี้ครับ อย่างบอยเนี่ยพอหลุดฉากไป ชอบหันมาแกล้งผมกับมาร์กี้ที่ยังอยู่ในฉากตลอดเลย

- เมาท์ "บอย" กับ "มาร์กี้" ให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ

     บอยนี่เป็นโรคกลัวแก่ จริงๆ แล้วผมแก่กว่าบอยนิดเดียว ผม 28 บอย 27 เขาก็เรียกผมว่าพี่ ขนาดตอนที่รู้จักกันตอนนั้น บอยก็ยังใหม่เหมือนกัน มาเรียนการแสดงพร้อมกัน ยังไม่ได้แอ๊บเด็กเป็นรุ่นเดียวกับพวกหมาก พวกณเดชน์ ใน 4 หัวใจแห่งขุนเขาเลย แต่บอยก็อยากเป็นเด็ก เรียกผมพี่ๆ ตลอด ผมว่าถ้าบอยอยากเด็ก ก็ต้องไปโกนหนวดโกนเคราออกก่อน เพราะมีหลายคนบอกว่าผมหน้าเด็กกว่าบอยครับ (หัวเราะ)   ส่วนมาร์กี้เนี่ย ข่าวที่ว่าเขาเป็นคนนิสัยงก ไม่จริงเลยครับ เขาเป็นคนที่รู้จักใช้เงินและรู้จักใช้ของของคนอื่นมากกว่าของตัวเองมากกว่า  อย่างเรื่องที่เขาหวงรถ กลัวว่าถ้าเขาชับรถไปเองแล้วจะโดนหินดีดใส่แล้วมาขอติดรถคนอื่นกลับเนี่ยเป็นเรื่องจริงครับ กับบอย เขาอาจจะขอกลับด้วยบ่อยหน่อย เพราะว่ามีคิวเลิกถ่ายพร้อมกัน แต่ถ้าเขาเช็คแล้วว่าเขามีคิวเลิกถ่ายพร้อมผม เขาก็จะขอกลับกับผม (หัวเราะ) แต่ว่าบางทีถ้าเลิกดึก ผมไปส่งเขาไม่ไหวเพราะบ้านอยู่ไกลกันคนละโยชน์ ผมก็เอาเขาไปหย่อนไว้ที่บริษัท "แม่หนู ชลลัมพี" ครับ

- สุดท้าย เฟิสท์อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ ในพันทิปบ้างครับ

     ขอบคุณกระแสที่ตอบรับอย่างล้นหลามครับ ผมตื้นตันใจมากและได้เข้ามาอ่านอยู่บ่อยๆ อ่านแทบจะทุกกระทู้ของรอยมารเลยก็ว่าได้ อ่านแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อเลยครับว่า เด็กบ้านนอก บ้านๆ ดิบๆ ที่ไม่ได้หล่อเลิศเลอเปอร์เฟ็กต์อย่างผมจะเป็นที่เอ็นดูของชาวพันทิปได้ คือผมไม่คิดว่าเรื่องนี้ซึ่งมี "บอย ปกรณ์" ที่สาวๆ กรี๊ดและจับคู่เป็นคู่ขวัญกับมาร์กี้อยู่แล้ว จะ "ปันใจ" มาเชียร์ให้ผมคู่กับมาร์กี้ได้ มันเหนือความคาดหมายมากเลยครับ อย่างที่ผมบอกแต่แรกว่าตอนแรกผมไม่ได้รักงานแสดง ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่ต้น แต่ตอนนี้ทุกคนทำให้ผม "เหนือความคาดหมาย" และทุกคนก็ทำให้ผมรักการแสดง และอยากจะเป็นนักแสดงที่ดีให้ได้ในที่สุดครับ ขอบคุณทุกคนมากครับ  ขอบคุณที่ชอบซันนี่ ขอบคุณที่ชอบศาสตร์  ขอบคุณที่ชอบอัศวิน  ขอบคุณที่ชอบคุณณู และสุดท้าย ขอบคุณที่รักเฟิสท์ครับผม

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ชีวิตแท้



ชีวิตแท้  งามงด  และสดชื่น
ไม่มีฝืน  ไม่มีหวั่น  ไม่สั่นเสียว
ไม่มีสิ่ง  หลงรัก  สักสิ่งเดียว
ไม่มีจิต  เกาะเกี่ยว  ทั้งบาปบุญ

ทรัพย์ในเรือน  เป็นเหมือน  ของเกลื่อนกลาด
ที่เป็นบาป  เก็บกวาด  ทิ้งใต้ถุน
ที่เป็นบุญ  มีไว้  เพียงเจือจุน
ให้เป็นคุณ  สะดวกดาย  คล้ายรถเรือ...

ไม่ยึดมั่น  สิ่งใด  เอาใจแบก
กลัวตายแตก  ใจประหวั่น  จนฟั่นเฝือ
เบาทั้งกาย  เบาทั้งใจ  ไม่มีเบือ
ชีวิตเหลือ  แต่ความเย็น  เป็นนิพพาน

                                                 พุทธทาส  อินทปัญโญ