แม้ไม่มีใครรู้ แต่เรารู้ รู้ว่าเรานั้นทำเพื่อใคร ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ มันจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เราได้ทำ ฟ้าและดินไม่เห็นไม่เป็นไร ไม่ได้หวังให้ใครจดจำ แม้ยากเย็นแค่ไหน ไม่เคยบ่นสักคำ ไม่มีใครจดจำ แต่เราก็ยังภูมิใจ จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี ขอเทิดทูลศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใด แม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี คนดีไม่มีวันตาย

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"เฟิสท์ เอกพงศ์" / ซันนี่ พระรอง รอยมาร ขโมยซีนจนได้เป็น "ศาสตร์" พระเอกตาหวาน ณ "ดวงตาในดวงใจ"


credit : กระทู้ EXCLUSIVE : สัมภาษณ์ "เฟิสท์ เอกพงศ์" / ซันนี่ พระรอง รอยมาร ขโมยซีนจนได้เป็น "ศาสตร์" พระเอกตาหวาน ณ "ดวงตาในดวงใจ" โดยคุณ Pladown เขียนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 จากห้องเฉลิมไทย Pantip.Com

- เฟิสท์ครับ ชวนสาวให้ใช้นามสกุลในละคร แล้วในชีวิตจริงเคยชวนใครหรือยังครับผม

     เอ้อ ยังเลยครับ ตอนนี้เฟิสท์ยังโสดสนิท ยังไม่มีแฟน ไม่มีใครคุยด้วยเป็นพิเศษ มีแต่เพื่อนๆครับแต่ไม่ถึงขนาดกับเป็นคนรู้ใจอะไร ยังโสดชัวร์ครับ ที่จริงเฟิสท์ก็อยากมีแฟนเหมือนกันนะ แต่ว่ายังไม่เจอคนที่ใช่ ก็เลย "รักไม่ยุ่งมุ่งแต่งาน" ก่อนครับ

- ถ้าเฟิสท์ชวน สาวๆ ในพันทิปคงแย่งกันใช้นามสกุลของเฟิสท์ตรึมเลย

     (เขิน) จริงเหรอครับพี่ ขอบคุณสาวๆ พันทิปมากๆเลย ที่แบ่งใจมาให้ผม ทั้งๆที่เรื่องนี้มีบอย มีนนท์ (ชานนท์-หัสดินทร์) มีแบงค์ (ชันษา ณ พุ่มไม้) ซึ่งหล่อๆ และแสดงเก่งๆ กันทั้งนั้น เชื่อไหมครับว่า ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่าผมจะได้รับการตอบรับจากคนดูมากถึงขนาดนี้ ตอนนี้ไปไหนก็มีแต่คนเรียก ซันนี่ๆๆๆๆ ตลอด เล่นเอาผมปลื้มเลยละครับ

- ที่จริงก็มีกระแสตอบรับที่ดีมากๆ จากตอนที่เป็น "คุณณู" ในพิมมาลาแล้ว

      อันนั้นก็มีในระดับหนึ่งครับ แต่ซันนี่มาแรงกว่าเยอะเลย ผมดีใจมากเลยครับที่ทุกคนพากันเรียกผมว่าซันนี่ คิดดูว่าบางคนไม่เรียกเฟิสท์เลย แต่จะเรียกซันนี่ๆตลอด (หัวเราะ) และผมจะดีใจมากกว่านี้ ถ้ามีคนเรียกผมว่า "คุณศาสตร์" และชอบละครดวงตาในดวงใจที่ผมมีโอกาสได้ประเดิมเล่นเป็นพระเอกเต็มตัวเป็นเรื่องแรกอีกครับ ผมขออนุญาตฝากละครเรื่องนี้ให้ติดตามดูกันด้วยนะครับ รับรองว่าสนุกแน่ๆ ครับ

- พี่เขียนชื่อของ "เฟิสท์" อย่างนี้ถูกแล้วใช่ไหมครับ

     ถูกแล้วครับ คือเฟิสท์สะกดชื่อของ "เฟิสท์" แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก บางคนอาจเขียนเป็น เฟิร์ท เป็น เฟิร์ต เป็น เฟิร์ส เติม ร.เรือ มาให้ก็ไม่เป็นไร แต่ที่เฟิสท์เขียนคือ สระเอ ฟ.ฟัน สระอิ ส.เสือ ท.ทหาร การันต์ ไม่มี ร.เรือ แทรกครับ ส่วนชื่อจริง เอกพงศ์ - พงศ์ ลงท้ายด้วย ศ นะครับ บางคนสะกดเป็น ษ  ที่ถูกต้องต้องเขียนว่า "เฟิสท์-เอกพงศ์ จงเกษกรณ์" ครับ

- เฟิสท์ครับ กินอะไรมาถึงได้ยาว เอ๊ย สูงยาวเข่าดี เกือบ 190 ซม.แบบนี้

     มีคนถามผมเยอะเลยว่าไปกินอะไรมา (หัวเราะ)  ผมกินนมมาตั้งแต่เด็กครับ กินนมแทนน้ำเลยก็ว่าได้และตอนนี้ก็ยังกินอยู่  ที่น่าแปลกคือที่บ้านผม คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่สูงนะ มีผมคนเดียวที่สูงผ่าเหล่า น้องเฟม-น้องสาวก็สูง 173 กำลังดี ของผมนี่ผมว่ามันสูงเกินไป ผมไม่ได้อยากสูงมากขนาดนี้ ตอนแรกผมไม่มั่นใจในความสูงของตัวเองเลย เพราะไปไหนจะมีหัวผมโผล่โด่เด่ โดดเด่นเป็นสง่า เป็นจุดดึงดูดสายตาคนให้หันมาดูตลอด (หัวเราะ)  อีกอย่างความสูงทำให้ผมใส่เสื้อผ้าบางยี่ห้อไม่ได้ด้วย เพราะใส่แล้วกางเกงมันลอยเหมือนกับหนีน้ำ แถมเสื้อก็ยังเต่อเหมือนใส่เสื้อเอวลอย (หัวเราะ) แต่ก็โชคดีที่ยังใส่บางยี่ห้อได้ ไม่ถึงกับต้องไปวัดตัวตัด ส่วนใหญ่ผมจะใส่ไซส์แอลหรือไม่ก็ใส่ไซส์ฝรั่ง ถึงจะไม่มีปัญหาครับ

- ความสูงเป็นอุปสรรคหรือเปล่าครับ

     ตอนแรก เวลาเล่นละครผมไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าแสดงออก ลึกๆ ผมว่าความสูงคงมีส่วน แต่ตอนหลังพอผมปรับตัวได้ และพยายามเอาความสูงมาเป็นปมเด่น และพยายามไปฟิตหุ่นให้ดูไม่เก้งก้างเป็นเสาไฟฟ้า ไม่ผอมกล้องแกล้งจนเกินไป ความสูงก็ไม่เป็นปัญหาและไม่เป็นอุปสรรคกับผมอีกต่อไปครับ

- แต่พี่ว่าความสูงของเฟิสท์มีปัญหากับฉากใส่ "ผ้าขาวม้า" กระโดดน้ำคลองนะ

     (หัวเราะ) มีมากเลยละครับ เพราะว่านอกจากผมจะสูงมากแล้ว ผ้าขาวม้าผืนนั้นมันยังทั้งเล็กและสั้นอีก พอผมเอามานุ่งมันก็ทั้งตึงทั้งรั้ง แล้วผมก็กลัวว่ามันจะหลุดจน "ซันนี่น้อย" โผล่มาก็เลยต้องเอาเข็มกลัดมากลัดไว้

- นุ่งอะไรไว้ในผ้าขาวม้าหรือเปล่าเอ่ย

     นุ่งครับ ไม่นุ่งไม่ได้หรอก ต้องเซฟไว้ก่อน เดี๋ยวกระโดดลงไปเจอตอ หรือปลาตอดละก็ยุ่งเลย (หัวเราะ)

- ท่ากระโดดน้ำได้ใจมาก

     ท่านี้ผมดีไซน์เองเลยนะครับ คือผมเป็นเด็กบ้านนอก ตอนอยู่ที่อุทัยก็เคยโดดน้ำคลองเล่นมาก่อน แล้วเด็กบ้านนอกส่วนใหญ่ก็จะกระโดดท่านี้กันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครพุ่งหลาวแบบกระโดดในสระว่ายน้ำกันหรอก ถ่ายฉากนี้ผมมีความสุขมากเหมือนกับว่าได้กลับไปเป็นเด็กซนๆ อีกครั้งเลยครับ



- พี่เห็นตัวอย่างใน "ตะวันยอดรัก" ละครเรื่องใหม่ล่าสุดอีกเรื่องที่เฟิสท์เล่นคู่กับแจ๊คกี้ (นางร้ายเรื่องเงาพราย) ก็มีฉากนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวด้วย

     โอ๊ย พี่ครับ ผมไม่รู้เป็นไร ดวงสมพงษ์กับการต้องถอดเสื้อ นุ่งแต่ผ้าขาวม้า ผ้าเช็ดตัวเข้าฉากตลอด ขนาดเรื่อง "ดวงตาในดวงใจ" ผมยังมีฉากว่ายน้ำในสระว่ายน้ำเลย ผมถามพี่ต่อ วัชระ (ผู้จัด) ว่าจะดีเหรอพี่ ผมไม่อยากถอดเสื้อเลย ผมว่ามันไม่เหมาะ แต่พี่ต่อบอก เอาเหอะ มันไม่ใช่จู่ๆ ก็มาถอดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มันมีที่มาที่ไป จะว่ายน้ำทั้งที่ใส่เสื้อได้ยังไงเล่า ผมเลยจำยอม เอ้า ถอดก็ถอด (หัวเราะ) ใจจริงแล้วผมอายหุ่นผมมากเลยนะ คือผมก็ไม่ได้หุ่นดีพอจะอวดสาวๆ ได้เลย ผมคิดว่าผมผอมเกินไป แล้วซิกส์แพ็คซิกเพิ่กก็ไม่มี ผมอาย ไม่อยากจะถอดเลย  แต่ที่หนักยิ่งกว่าเรื่องอื่นเลยคือ ฉากที่ต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวใน "ตะวันยอดรัก "นุ่งไม่นุ่งเปล่ายังต้องมาต่อสู้เตะต่อยกับนางเอกอีก  คือในฉากนี้ ผมกำลังอาบน้ำเสร็จ แล้วนางเอกที่ปลอมตัวมาเป็นโจรก็เข้ามาจู่โจมผม เพราะนางเอกอยากจะมาจับผิดว่าคนที่ต่อสู้กับนางเอกวันก่อนใช่ผมซึ่งเป็นตำรวจปลอมตัวมาหรือเปล่า โห กว่าจะผ่านฉากนี้ไปได้ผมแทบแย่เลยครับ ถ่ายกันนานมาก นานเป็น 4-5 ชั่วโมงเลย แล้วคิดดูว่าผมต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวนานขนาดน้าน แล้วยังต้องไปเล่นบทบู๊ยกแข้งยกขาอีก มันจะน่าเกลียดขนาดไหน  เชื่อไหมว่าวันนั้นผมอายคนในกองมาก แค่ต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวว่าแย่แล้ว ยังมีบทที่ถูกนางเอกดึงผ้าเช็ดตัวอีก ไม่คิดเลยว่าจะมีฉากแบบนี้ด้วย ถ้ารู้ ผมจะรีบไปเพิ่มความล่ำให้ตัวเองดูดีมากกว่านี้เพื่อคนดูจะได้ไม่ผิดหวังครับ (หัวเราะ)

- เฟิสท์ครับ "เอ ศุภชัย" บอกว่าไปเจอเฟิสท์ตอนเรียน มช.ที่เชียงใหม่ แต่ทำไมเหมือนว่าเฟิสท์เข้าวงการมาช้าจังเลยละครับ ตอนเรียนน่าจะอายุไม่เกิน 20-22 แต่เฟิสท์มาเข้าวงการก็ 25-26 แล้ว

     (หัวเราะ) ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าพี่เอไปเห็นผมตอนไหน แต่พี่เอเป็นคนไปเห็นเอง และก็เป็นคนโทรมาหาผมเอง พี่เอโทรมาชวนให้ผมลองเข้าวงการดู แต่ด้วยความที่ตอนนั้นผมไม่ได้คิดจะมุ่งมาทางนี้ และก็ไม่ชอบการแสดง คิดว่าตัวเองทำไม่ได้เพราะเป็นคนขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าแสดงออก แถมยังคิดว่าตัวเองไม่หล่อ หุ่นไม่ดีด้วยก็เลยปฎิเสธพี่เอไป  หลังจากนั้น พอผมเรียนจบปริญญาตรี ผมก็อยากลองทำงานเพื่อหาประสบการณ์ก่อน ผมเลยไปทำงานเป็นวิศวกรโรงงานอยู่ที่ปราจีนบุรี แต่ ทีนี้คุณพ่อของผมท่านอยากให้ผมเรียนต่อปริญญาโท ผมก็เลยมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯมาเรียนต่อที่คณะวิศวะ จุฬาฯ   ช่วงที่เรียนโท ตอนที่เริ่มทำวิทยานิพนธ์ทำให้ผมพอจะมีเวลาว่าง ผมเลยคิดว่าไหนๆ ผมก็มากรุงเทพฯแล้ว ผมเลยตัดสินใจโทรหาพี่เอ พี่เอเลยพาผมมาฝากที่ช่อง 3 ครับ

- ตามปกติจะเห็นน้องๆในสังกัดของเอ ถ่ายโฆษณาหรือว่าถ่ายแบบ เดินแบบก่อน แต่ไม่เห็นเฟิสท์ในงานสาขานั้นๆ เลย

     ไม่มีเลยครับ ผมมุ่งมาแสดงละครอย่างเดียวเลย มาถึงก็เข้าเรียนการแสดงกับทางช่อง 3 ก็เรียนรุ่นเดียวกับบอย ปกรณ์ .....ส่วนบ้านพี่เอ ผมก็ไปเข้าคอร์สเรียนบ้าง  ที่จริงผมเนี่ยมารุ่นๆ เดียวกับหมาก กับณเดชน์เลยนะครับ เพียงแต่ผมไม่เคยคิดหวังว่าผมจะโด่งดังอะไร เพราะอย่างที่บอกแต่แรกว่า งานแสดงสำหรับผมแล้ว ผมเป็นศูนย์เลย คือนอกจากจะแสดงไม่เป็นแล้ว ยังขี้อายอย่างแรง ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมาถึงวันนี้ได้เลยครับ  ผมไม่คิดเลยว่าหนุ่มวิดวะดิบๆ บ้านๆ อย่างผมจะมาเล่นละครกับเขาได้เลย นึกแล้วก็ยังไม่เชื่อเลยว่าตัวเองจะทำได้

- เฟิสท์ครับ มีคนบอกว่าเฟิสท์หน้าเหมือนกับ "นิว วงศกร" แต่พี่ว่าไม่เหมือนนะ หล่อคนละแบบกัน

     พี่ว่าไม่เหมือนเหรอครับ แต่พี่เชื่อหรือเปล่าว่า ตอนที่ผมเห็นพี่นิวครั้งแรกทางทีวี ผมตกใจอ้าปากค้างเลยนะครับว่า เฮ้ย ทำไมพี่คนนี้เขาหน้าตาคล้ายผมจังเลย ก็ขนาดตัวผมเองผมยังว่าคล้าย ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนอื่นว่าผมเหมือนพี่นิวครับ และที่ตลกที่สุดคือ มีคนมาทักว่าผมเป็นพี่นิวด้วย  บางคนบอก "โห พี่นิวทำไมตัวจริงสูงชะลูดจัง" (หัวเราะ) บางคนบอก "จุ๋ยไม่ได้มาด้วยเหรอคะ" (หัวเราะ) มีบางคนแต่เป็นส่วนน้อยมาขอลายเซ็นด้วย (หัวเราะ) ตอนที่ผมยังไม่เข้าวงการ ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่พี่นิวครับ เข้าใจผิดแล้วครับ แต่พอผมเริ่มเข้าวงการแล้ว หรือจนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังต้องคอยบอกคนที่มาทักผิดตลอดว่า "ผมไม่ใช่พี่นิวครับ ผมชื่อเฟิสท์ อยู่ช่อง 3"

- มีข่าวว่านิวหยิ่งกับแฟนคลับ หวังว่าแฟนคลับคนนั้นคงไม่ได้มาเจอเฟิสท์แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นนิวนะครับ

    ไม่ๆ ไม่มีทางครับ ผมไม่เคยสวมรอยเป็นพี่นิวเลย และทุกครั้งผมจะบอกดีๆ นะว่าผมไม่ใช่พี่นิว ผมไม่เคยเดินหนีใครเลย อย่างมากก็อาจจะอายหน้าแดง ไม่กล้าพูด อย่างนี้ก็อาจจะมี แต่ถ้าทำท่าหยิ่งใส่อย่างนี้ รับรองว่าไม่มีเด็ดขาดครับ

- การที่เราหน้าเหมือนนิว เฟิสท์คิดว่ามีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรบ้าง

     ผมว่าพอเอาเข้าจริงๆ คนจะแยกได้นะครับว่าเรา 2 คนไม่เหมือนกัน อาจจะมีบางมุมที่คล้ายกันบ้าง แต่จะไม่เหมือนกันทั้งหมดเสียทีเดียว อีกอย่างผมสูงโย่งซะขนาดนี้ คนก็เลยจำเอกลักษณ์ของผมได้ว่ายังไงก็ไม่เหมือนพี่นิวครับ  ส่วนข้อดีนั้น ผมว่าตัวผมไม่หล่อ แต่พี่นิวหล่อ ถ้าผมคล้ายพี่นิวจริง ก็แสดงว่าผมก็พอจะหล่ออยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) ส่วนข้อเสียก็คือ อาจมีคนมาทักผิดทักถูกบ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียที่ใหญ่โตอะไรครับ

- หลังจากเล่นเป็น "อัศวิน" จากหวานใจกับนายจอมหยิ่ง เฟิสท์หายไปเลย และเพิ่งจะมาเล่นพิมมาลา+รอยมาร+ดวงตาในดวงใจในปีนี้ ปีเดียว 3 เรื่องรวดส่งท้ายปีเลย

     มันเป็นจังหวะและโอกาสด้วยละครับ ช่วงนั้นผมก็ไปเรียนปริญญาโทให้จบ แล้วก็อย่างที่ "พี่ปิ่น" ให้สัมภาษณ์แหละครับว่า ตอนนั้นผมยังไม่มีความมั่นใจเลยแสดงออกมาแข็งโป๊ก พี่ปิ่นบอกว่าที่เลือกผมมาเพราะว่าอยากให้โอกาสผม เพราะไหนๆ ผมก็พอจะเป็นที่รู้จักจากเรื่องแรกแล้ว ไม่อยากจะให้หายไปเฉยๆ อย่างน่าเสียดาย  พี่ปิ่นก็เลยช่วยเสนอทางช่องให้ผมมาเล่นเป็นคุณณู เป็นซันนี่ และก็ในที่สุดก็ให้โอกาสผมได้เล่นเป็นพระเอกเต็มตัวคู่กับแจ๊คกี้ในเรื่อง "ตะวันยอดรัก" ด้วย ซึ่งผมก็ขอถือโอกาสนี้กราบขอบคุณพี่ปิ่นและทีมงานทีวีซีนที่กรุณาผม ถ้าไม่มีพี่ปิ่น ผมคงมาไม่ถึงจุดนี้อย่างแน่นอนครับ  และผมก็ฝากกราบขอบคุณไปยัง "พี่ต่อ วัชระ" ควิซแอนด์เควซด้วยที่เห็นแววในตัวผมและกรุณาผลักดันให้ผมได้เป็นพระเอกเรื่องแรกคู่กับ "หยาด" จากละคร "ดวงตาในดวงใจ" ด้วยนะครับผม

- เคยคิดเสียดายโอกาสมั้ยที่เราเข้าวงการช้าแล้วยังสตาร์ทช้าอีก
     ไม่เลยครับ เพราะว่าผมก็เอาเวลาช่วงนั้นไปเรียนให้จบเพื่อความสุขความสบายใจของพ่อแม่ ให้พ่อแม่ท่านได้หมดห่วงในเรื่องการเรียนของผมก่อน และที่สำคัญผมก็ได้ไปฝึกพัฒนาตัวเองมาเพิ่มเติมด้วย ถ้าเล่นต่อเนื่องกันตอนนั้นเลย ผมอาจจะยังเล่นแข็งโป๊กอยู่เหมือนเดิมก็ได้ (หัวเราะ)

- เฟิสท์ครับ พี่ว่าเฟิสท์เล่นบทผู้ชายเจ้าชู้ใน "ดวงตาในดวงใจ" ได้สมจริงมากเลย มิน่าล่ะถึงได้มีข่าวว่าแจกขนมจีบ "มาร์กี้" กับ "แต้ว ณฐพร"

     ไม่มีอะไรเลยครับ เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น มาร์กี้นี่เจอมาตั้งแต่เล่นหวานใจกับนายจอมหยิ่งแล้ว ส่วนแต้วก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต้วกับผมสนิทกันเพราะว่ามีพี่ที่ดูแลคนเดียวกัน คือพี่ทราย ทั้งผมทั้งแต้วทั้งมาร์กี้ เราสนิทกัน พอสนิทกันเวลาร่วมงานกันมันจะไม่เขิน ดูอย่างบทซันนี่กับบู้บี้ ผมว่าถ้าไม่ได้มาร์กี้มาเล่นเป็นบู้บี้ ซันนี่ก็อาจจะไม่ออกมาถูกใจคนดูอย่างนี้ก็ได้ครับ งานนี้ต้องยกเครดิตให้มาร์กี้ด้วยที่เล่นออกมาได้น่ารัก ได้ใจคนดูจนทำให้คนดูพลอยชอบผมไปด้วยครับ"

- รอยมาร กับ ดวงตาในดวงใจ อันไหนทำให้เฟิสท์ "หลุด" มากกว่ากันครับ

     ดวงตาในดวงใจครับ คือบทของผมเป็นประธานบริหารบริษัท แต่ว่าบางทีผมคิดว่าตัวเองยังเล่นให้ดูมีพลัง มีมาดของเจ้านายที่ดูน่าเชื่อถือไม่ค่อยได้ แล้วที่สำคัญคือคนที่เข้าฉากกับผมแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นหยาด ไม่ว่าจะเป็นพี่เอ๋ เชิญยิ้ม ฯลฯ เขาจะได้แต่บทแบบคอมเมดี้กัน แต่ตัวผมเองต้องมาจิกตัวเองให้มีมาดขรึมเหมาะกับการเป็นท่านประธาน แล้วบางทีพี่ๆ เขาเล่นนอกบท หรือเล่นกันขำมาก ฮาสุดๆ ในขณะที่ฉากนั้นผมกำลังดุ วีน หงุดหงิดใส่พวกเขาอยู่ ทีนี้พอเขาตลกมา ทำเอาผมหัวเราะก๊าก หลุดทันทีเลยครับ กว่าจะทำอารมณ์ให้กลับมาดุใหม่ได้ ก็ยากพอสมควรเหมือนกัน  ส่วนรอยมารนั้น ผมไม่หลุดเท่าดวงตาในดวงใจ แต่ก็มีหลุดบ้าง และคนที่ชอบแกล้งให้ผมหลุดบ่อยๆ ก็คือบอย โบว์ (วิมาดา) แล้วก็มาร์กี้ครับ อย่างบอยเนี่ยพอหลุดฉากไป ชอบหันมาแกล้งผมกับมาร์กี้ที่ยังอยู่ในฉากตลอดเลย

- เมาท์ "บอย" กับ "มาร์กี้" ให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ

     บอยนี่เป็นโรคกลัวแก่ จริงๆ แล้วผมแก่กว่าบอยนิดเดียว ผม 28 บอย 27 เขาก็เรียกผมว่าพี่ ขนาดตอนที่รู้จักกันตอนนั้น บอยก็ยังใหม่เหมือนกัน มาเรียนการแสดงพร้อมกัน ยังไม่ได้แอ๊บเด็กเป็นรุ่นเดียวกับพวกหมาก พวกณเดชน์ ใน 4 หัวใจแห่งขุนเขาเลย แต่บอยก็อยากเป็นเด็ก เรียกผมพี่ๆ ตลอด ผมว่าถ้าบอยอยากเด็ก ก็ต้องไปโกนหนวดโกนเคราออกก่อน เพราะมีหลายคนบอกว่าผมหน้าเด็กกว่าบอยครับ (หัวเราะ)   ส่วนมาร์กี้เนี่ย ข่าวที่ว่าเขาเป็นคนนิสัยงก ไม่จริงเลยครับ เขาเป็นคนที่รู้จักใช้เงินและรู้จักใช้ของของคนอื่นมากกว่าของตัวเองมากกว่า  อย่างเรื่องที่เขาหวงรถ กลัวว่าถ้าเขาชับรถไปเองแล้วจะโดนหินดีดใส่แล้วมาขอติดรถคนอื่นกลับเนี่ยเป็นเรื่องจริงครับ กับบอย เขาอาจจะขอกลับด้วยบ่อยหน่อย เพราะว่ามีคิวเลิกถ่ายพร้อมกัน แต่ถ้าเขาเช็คแล้วว่าเขามีคิวเลิกถ่ายพร้อมผม เขาก็จะขอกลับกับผม (หัวเราะ) แต่ว่าบางทีถ้าเลิกดึก ผมไปส่งเขาไม่ไหวเพราะบ้านอยู่ไกลกันคนละโยชน์ ผมก็เอาเขาไปหย่อนไว้ที่บริษัท "แม่หนู ชลลัมพี" ครับ

- สุดท้าย เฟิสท์อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ ในพันทิปบ้างครับ

     ขอบคุณกระแสที่ตอบรับอย่างล้นหลามครับ ผมตื้นตันใจมากและได้เข้ามาอ่านอยู่บ่อยๆ อ่านแทบจะทุกกระทู้ของรอยมารเลยก็ว่าได้ อ่านแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อเลยครับว่า เด็กบ้านนอก บ้านๆ ดิบๆ ที่ไม่ได้หล่อเลิศเลอเปอร์เฟ็กต์อย่างผมจะเป็นที่เอ็นดูของชาวพันทิปได้ คือผมไม่คิดว่าเรื่องนี้ซึ่งมี "บอย ปกรณ์" ที่สาวๆ กรี๊ดและจับคู่เป็นคู่ขวัญกับมาร์กี้อยู่แล้ว จะ "ปันใจ" มาเชียร์ให้ผมคู่กับมาร์กี้ได้ มันเหนือความคาดหมายมากเลยครับ อย่างที่ผมบอกแต่แรกว่าตอนแรกผมไม่ได้รักงานแสดง ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่ต้น แต่ตอนนี้ทุกคนทำให้ผม "เหนือความคาดหมาย" และทุกคนก็ทำให้ผมรักการแสดง และอยากจะเป็นนักแสดงที่ดีให้ได้ในที่สุดครับ ขอบคุณทุกคนมากครับ  ขอบคุณที่ชอบซันนี่ ขอบคุณที่ชอบศาสตร์  ขอบคุณที่ชอบอัศวิน  ขอบคุณที่ชอบคุณณู และสุดท้าย ขอบคุณที่รักเฟิสท์ครับผม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น